วิธีการอ่านใบเซอร์ GIA ให้เก่ง

1900 จำนวนผู้เข้าชม  |  ใบเซอร์ GIA

วิธีการอ่านใบเซอร์ GIA ให้เก่ง

ใบเซอร์เพชร GIA คือ เครื่องการันตีที่จะทำให้คุณซื้อเพชรได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น !!!!

หากคุณกำลังวางแผนที่จะซื้อเพชรเม็ดใหญ่กว่า 30 ตัง (0.30 กะรัต) ใบเซอร์เพชร คือสิ่งสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้ามใบเซอร์เพชร จากสถาบันชั้นนำของโลกอย่าง GIA หรือ HRD ก็เปรียบเสมือนใบรับประกัน ว่าคุณจะได้รับเพชรตรงกับคุณภาพที่คุณกำลังมองหา แต่ก็ใช่ว่าเพชรที่มีใบเซอร์ทุกเม็ดจะเป็นเพชรสวย เนื่องจากผู้ซื้อส่วนใหญ่ ไม่ได้มีความรู้เรื่องการอ่านใบเซอร์เพชรมากพอ จึงอาจทำให้พลาดพลั้งและได้รับเพชรคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน เราจึงตั้งใจเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อแบ่งปันความรู้ ให้คุณสามารถอ่านใบเซอร์เพชรได้อย่างถูกต้อง และใช้เป็นแนวทางสำหรับการลงทุนซื้อเพชรในอนาคตค่ะ

เราเชื่อว่า “ความรู้คือพลัง” เพราะฉะนั้นยิ่งคุณมีความรู้เรื่องเพชรมากเท่าไร ก็จะทำให้คุณสามารถซื้อเพชรได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นค่ะ

 

4 ข้อดีของการซื้อ เพชรมีใบเซอร์

  1. ซื้อเพชรแท้ สบายใจหายห่วงค่ะ


 หากคุณเป็นเหมือนผู้ซื้อส่วนใหญ่ ที่ไม่ได้มีความชำนาญในการแยกแยะเพชรแท้กับเพชรเทียมด้วยตาเปล่า คุณก็อาจจะต้องเสี่ยงว่าจะได้รับเพชรสังเคราะห์ในราคาเพชรแท้ หรือในราคาที่ต่ำมากจนคุณต้องตัดสินใจซื้อ ในยุคสมัยนี้ เทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลมากค่ะ จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์สามารถผลิตเพชรสังเคราะห์จากห้องแล็บ (Laboratory Grown) ให้เหมือนเพชรแท้ได้โดยไร้ที่ติ โดยมีชื่อเรียกกันว่า CVD (Chemical Vapor Deposition) ซึ่งดูเหมือนเพชรแท้จนคนทั่วไปแยกไม่ออก ในขณะที่เพชร CZ หรือเพชรรัสเซียยังสามารถดูออกว่าเป็นเพชรปลอมได้ไม่ยาก

แม้แต่สถาบัน GIA เองยังต้องเปิดหน่วยงานใหม่ขึ้นมา เพื่อออกใบเซอร์ให้สำหรับเพชรชนิดนี้โดยเฉพาะ โดยจะมีการระบุในใบเซอร์อย่างชัดเจนด้วยสีเทาเงิน ว่าเป็น เพชรสังเคราะห์ (GIA Synthetic Diamond Report) ดังภาพประกอบด้านล่าง:

GIA Synthetic Diamond Report


แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เพชรสังเคราะห์ก็ยังคงได้รับความนิยมน้อยกว่าเพชรแท้อยู่ดีค่ะ เพราะขาดเสน่ห์ของความเป็นธรรมชาติในเพชรแท้ ที่ใช้เวลาในการบ่มเพาะมากว่าหลายพันล้านปี จึงทำให้เพชรสังเคราะห์มีมูลค่าต่ำกว่าเพชรแท้มากค่ะ เมื่อคุณซื้อเพชรแท้ที่มีใบเซอร์ คุณจะสามารถทราบได้ทันทีว่าเพชรเม็ดนั้น มีจุดกำเนิดมาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง และมีมูลค่าในตัวเอง ทำให้คุณมั่นใจยิ่งขึ้นในการซื้อเพชรครั้งต่อไปค่ะ

ข้อนี้ จึงเป็นข้อที่คุณควรให้ความสำคัญมากที่สุดค่ะ

 2. ได้เพชรคุณภาพตรงกับความเป็นจริง

 

หากคุณซื้อเพชรที่ไม่มีใบเซอร์ คงจะต้องอาศัยความเชื่อใจต่อผู้ขายมากในระดับหนึ่ง เช่น หากผู้ขายแจ้งว่าเพชรเป็นน้ำ 99% แต่ที่จริงแล้วอาจเป็นน้ำ 98% ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันพอสมควร โดยที่คุณก็อาจจะไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยตาเปล่าอยู่ดีค่ะ เพราะฉะนั้นหากคุณเลือก ซื้อเพชรที่มี ใบเซอร์ ไม่ว่าจะรับรองโดยสถาบัน GIA หรือ HRD ก็จะมีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับ 4C’s of Diamonds อย่างชัดเจน คุณจึงไว้วางใจได้เรื่องความแม่นยำ เพราะสถาบันที่เรากล่าวมาในเบื้องต้นทั้งสอง ถือเป็นสถาบันชื่อดังอันดับต้นๆของโลกที่มีนักอัญมณีศาสตร์มืออาชีพ เป็นผู้ให้คะแนนเพชรของคุณจากห้องแล็บโดยตรง

ส่วนวิธีการเช็คว่าใบเซอร์นั้นตรงกับเพชรหรือเปล่าก็ง่ายนิดเดียว เพียงคุณส่องดูว่าเลขตรงขอบเพชร (Laser Inscription) กับเลขในใบเซอร์ที่คุณถืออยู่ (Report Number) ตรงกันหรือเปล่าก็เท่านั้นเองค่ะ

 3. เปรียบเทียบความคุ้มค่าได้ง่ายกว่า

 

เมื่อคุณทราบคุณลักษณะของเพชรอย่างละเอียด จะทำให้คุณสามารถเปรียบเทียบราคาเพชรได้อย่างง่ายดายค่ะ เช่น หากคุณกำลังมองหาราคาเพชร 1 กะรัต น้ำ 99% (E Color) ความสะอาดดีมาก (VVS Clarity) แล้วคุณบังเอิญเจอเพชร 2 เม็ดที่ขายในราคาเท่ากัน เพียงแต่เม็ดหนึ่งมี 3 Excellent (Cut) ในขณะที่อีกเม็ดหนึ่งมีเพียง 2 Excellent กับ 1 Very Good คุณก็จะทราบได้ทันทีว่าเพชรเม็ดแรกนั้น คงจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่านั่นเอง

ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณเลือกซื้อเพชรที่ไม่มีใบเซอร์ จริงอยู่ที่คุณอาจซื้อได้ในราคาที่ประหยัดกว่า แต่อาจกลายเป็นว่าคุณจ่ายแพงกว่า เมื่อเทียบกับคุณภาพเพชรที่ได้รับ

4. ซื้อง่ายขายคล่อง

 

หลายคนที่เคยซื้อเพชรไปแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป มีหน้าที่การงานที่มั่นคงและฐานะการเงินดีขึ้น ก็มักจะมองหาเพชรเม็ดใหญ่กว่าเดิมไว้ประดับบารมี และอาจต้องการนำเพชรเม็ดเก่าไปขายต่อเพราะไม่ค่อยได้สวมใส่แล้ว

สำหรับตลาดการซื้อขายเพชรมือสอง มูลค่าของเพชรที่ไม่มีใบเซอร์จะสู้เพชรที่มีใบเซอร์ไม่ได้ เช่นเดียวกับการขายนาฬิกาแบรนด์เนมแบบไม่มีใบเสร็จหรือใบรับประกัน เพราะผู้ที่ซื้อเพชรต่อจากคุณก็ต้องการได้รับความมั่นใจเหมือนกัน ฉะนั้นใบเซอร์เพชรก็เปรียบเสมือนใบการันตีที่มีมูลค่าในตัวเองค่ะ

ดังนั้น หากคุณกำลังคิดจะลงทุนซื้อเพชรเม็ดใหญ่ทั้งที เราก็แนะนำให้คุณเพิ่มงบประมาณอีกสักหน่อย เพื่อซื้อความมั่นใจจากเพชรมีใบเซอร์ ก็จะเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่าในระยะยาวค่ะ

เพชรเซอร์ GIA คือมาตรฐานสากล 

ใบเซอร์เพชร GIA จะมีอยู่ 2 แบบ:

GIA Diamond Grading Report (ใบเซอร์ใหญ่)

Grading Report เป็นใบเซอร์ที่ GIA นิยมออกให้สำหรับเพชรที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 กะรัต โดยจะมีแผนภาพประกอบระบุตำแหน่งของตำหนิเพชรอย่างชัดเจน โดยที่อาจจะมีหรือไม่มี Laser Inscription บนขอบเพชรก็ได้ เพราะข้อมูลที่ระบุในใบเซอร์ใหญ่ มีเพียงพอต่อการเปรียบเทียบกับเพชรเม็ดจริงแล้ว

ในบางครั้ง คุณอาจมีโอกาสได้พบกับเพชรที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 1 กะรัต แต่มีใบเซอร์ใหญ่ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ค่าใช้จ่ายในการออกใบเซอร์ใหญ่นั้นสูงกว่าใบเซอร์เล็กพอสมควร คุณจึงมักจะพบเจอใบเซอร์ใหญ่สำหรับเพชรที่ใหญ่กว่า 1 กะรัตเป็นหลัก 

GIA Diamond Grading Report

 

GIA Diamond Dossier (ใบเซอร์เล็ก)

Dossier เป็นใบเซอร์ที่ GIA นิยมออกให้สำหรับเพชรที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 1 กะรัต โดยจะไม่มีแผนภาพประกอบระบุตำแหน่งของตำหนิเพชร แต่ยังคงมี Laser Inscription บนขอบเพชรเพื่อให้คุณสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ด้วยตัวเอง

GIA Diamond Dossier

 

วิธีอ่านใบเซอร์ GIA แต่ละส่วน


ก่อนที่เราจะเข้าเรื่อง เรามีเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ ที่อยากจะแบ่งปันให้คุณได้ทราบ นั่นก็คือความจริงแล้ว GIA คือสถาบันที่เป็นผู้คิดค้นหลักการให้คะแนนเพชรด้วย 4C’s of Diamonds นั่นเอง และด้วยความที่หลักการ 4C นี้ สามารถใช้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเพชรได้อย่างถี่ถ้วน จึงทำให้ได้รับการยอมรับในวงการเพชรอย่างกว้างขวาง สถาบันเพชรอื่นๆจึงได้นำหลักการเดียวกันไปประยุกต์ใช้ สำหรับการให้คะแนนเพชรของตนเองเช่นกัน

เพราะฉะนั้น วิธีการอ่านใบเซอร์ GIA HRD IGI AGS ฯลฯ จะมีความคล้ายคลึงกันมาก เพราะยึดหลักการเดียวกันมาจาก GIA!เพียงแต่จะมีบางจุดที่ใช้ศัพท์ต่างกันเพียงเล็กน้อย โดยเราจะอธิบายจากใบเซอร์ GIA เป็นหลัก เพราะคุณคงจะมีโอกาสได้พบเจอเพชร GIA บ่อยกว่าเพชรใบเซอร์จากสถาบันอื่น

เมื่อคุณเรียนรู้วิธีการอ่านใบเซอร์ GIA ได้คล่องแคล่วแล้ว คุณก็จะสามารถอ่านใบเซอร์เพชรสถาบันอื่นได้อย่างง่ายดายค่ะ

  

ใบเซอร์เพชร GIA

1. ส่วนบน: ชื่อสถาบันผู้ออกใบเซอร์

สิ่งแรกที่คุณควรสังเกต คือชื่อสถาบันผู้ออกใบเซอร์ เพราะมีผลต่อความน่าเชื่อถือในแง่ของความแม่นยำในการให้คะแนนเพชร ซึ่งถ้าหากคุณซื้อเพชรราคาถูกแบบไม่มีใบเซอร์ หรือมีใบเซอร์จากสถาบันที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง ก็มีความเป็นไปได้ที่การให้คะแนนจะไม่ตรงกับความเป็นจริงค่ะ

สำหรับวงการเพชรในประเทศไทยแล้ว สถาบันที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ก็คือ GIA และHRD

เพชรเซอร์ GIA

GIA หรือ Gemological Institute of America เป็นองค์กรแบบไม่แสวงหาผลกำไร ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1931 ในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อและผู้ขายอัญมณี ด้วยมาตรฐานการให้คะแนนเพชรพลอยที่เคร่งคัด จนได้รับการยอมรับว่าเป็นสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในวงการเพชรพลอย

เพชรเซอร์ HRD

HRD หรือ Hoge Raad voor Diamant (Diamond High Council) เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีพันธกิจเดียวกันกับ GIA โดยก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1973 ในประเทศเบลเยียม และถือเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับมากเป็นอันดับต้นๆในฝั่งยุโรป

GIA เทียบกับ HRD

ถ้าให้เราพูดถึงเรื่องความน่าเชื่อถือของทั้งสองสถาบัน ก็นับได้ว่าเยี่ยมยอดทั้งคู่ ความแตกต่างหลักๆที่คุณจะได้พบเจอในฐานะผู้ซื้อ คือเพชร HRD จะได้รับการซีลอยู่ภายในแผงพลาสติกอย่างแน่นหนาตั้งแต่ออกจากแล็บ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อ ในขณะที่เพชร GIA จะมาเป็นเพชรร่วงในซองกระดาษที่แนบมากับใบเซอร์

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่คุณจำเป็นต้องกังวล ว่าจะได้รับเพชรที่ไม่ตรงใบเซอร์ เพราะทั้งสองสถาบันจะสลักเลขใบเซอร์ลงบนขอบเพชร เพื่อให้คุณสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ในภายหลังอยู่แล้ว โดยทั่วไป เพชรใบเซอร์ GIA จะมีมูลค่าสูงกว่าเพชร HRD เนื่องจากมีความต้องการในตลาด (Demand) มากกว่า
 

2. เลขใบเซอร์ รูปทรงเพชร และสัดส่วน

เลขใบเซอร์

รายละเอียดต่อไปที่คุณจะได้พบ คือเลขใบเซอร์ (Report Number) ซึ่งเปรียบเสมือน Serial Number ที่ใช้สำหรับระบุข้อมูลของเพชรแต่ละเม็ด โดยจะมีเลขเดียวกันกับที่คุณจะพบบนเลเซอร์ขอบเพชร (Laser Inscription)

ทั้งสถาบัน GIA และ HRD จะเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ในคลังข้อมูลออนไลน์ โดยคุณสามารถเข้าเว็บไปตรวจสอบได้ทุกเมื่อค่ะ

หากคุณทำใบเซอร์เพชรหายก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะคุณสามารถนำเพชรไปให้สถาบันนั้นๆออกใบเซอร์ให้ใหม่ได้ (มีค่าใช้จ่าย)

 รูปทรงเพชร และสัดส่วน 

 ในบรรทัดต่อมา คุณจะพบข้อมูลเกี่ยวกับรูปทรงเพชร และสัดส่วนของเพชรที่วัดด้วยหน่วยมิลลิเมตร เพชรที่คนส่วนใหญ่นิยมซื้อ คือ เพชรกลม โดยในใบเซอร์จะระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า Round Brilliant

 

3. หัวใจสำคัญ: 4C’s Of Diamonds

ส่วนต่อมา เป็นส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุดเกี่ยวกับเพชร นั่นก็คือรายละเอียดเกี่ยวกับ 4C: Carat, Color, Clarity และ Cut เรียงตามลำดับ

Carat : Carat หมายถึงน้ำหนักของเพชร ซึ่งวัดเป็นหน่วยกะรัตเสมอ (1 กะรัต = 0.2 กรัม) โดย 1 กะรัตจะมีค่าเท่ากับ 100 ตัง (ความหมายเดียวกันกับ 1 บาทที่แปลงได้เป็น 100 สตางค์) หลายคนนิยมเรียกน้ำหนักเพชรด้วยหน่วยตังกันจนคุ้นเคย เช่น เพชร 50 ตัง ก็คือเพชร 0.50 กะรัตนั่นเอง น้ำหนักกะรัตของเพชร จะส่งผลต่อความใหญ่ของเพชรโดยตรง ยิ่งกะรัตมากเท่าไรเพชรก็จะยิ่งเม็ดใหญ่มากเท่านั้น

Color :


Color คือการวัดว่าเพชรมีความขาวมากแค่ไหน ซึ่งความขาวนี้จริงๆแล้วหมายถึงการไม่มีสี แต่หากมีสีเจือปนก็จะออกเป็นสีเหลือง โดยจะวัดด้วยมาตรฐาน D to Z Grading เรียงจาก D Color
ลงมาดังนี้:

  • D Color = เพชรน้ำ 100%
  • E Color = เพชรน้ำ 99%
  • F Color = เพชรน้ำ 98%
  • G Color = เพชรน้ำ 97%
  • H Color = เพชรน้ำ 96%
  • I Color = เพชรน้ำ 95%

คุณสามารถไล่เปอร์เซ็นต์น้ำเพชรลงไปได้เรื่อยๆ ด้วยหลักการเดียวกับการท่อง ABC ในสมัยเด็ก โดยสำหรับเพชรจะไม่มี ABC แต่จะเริ่มต้นด้วย D เป็นตัวอักษรแรก ไปจนถึง Z เป็นอักษรสุดท้าย เพราะฉะนั้นเพชร D Color คือเพชรที่ขาวที่สุดและมีมูลค่าสูงที่สุด ส่วนเพชร Z Color คือเพชรที่เหลืองและมีมูลค่าน้อยที่สุด

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเพชรสีเหลืองจะไม่ดี เพราะหากเพชรมีสีเหลืองมากจนพ้น Z Color ไปแล้ว จะใช้เป็น Fancy Color Grading Scale แทน ซึ่งโดยทั่วไปเพชร Fancy Color จะมีราคาสูง และหายากมากๆ


Clarity :

Clarity หมายถึงความสะอาดของเพชร โดยนักอัญมณีศาสตร์จะเป็นผู้ให้คะแนนด้วยกล้องขยาย 10 เท่า เพื่อวิเคราะห์หาตำหนิ จุดดำ หรือร่องรอยอันไม่พึงประสงค์ภายในเพชร โดยทั่วไป Clarity ของเพชรที่เรา แนะนำให้คุณซื้อสะสม จะอยู่ระว่าง VVS1/2 – VS1/2 เพราะเป็นคุณภาพที่ถือว่าสะอาด และมีมูลค่าสมราคาที่สุดค่ะ หากต่ำลงไปมากกว่านี้ เช่น SI คุณจะมีโอกาสมองเห็นตำหนิบนเพชรได้ด้วยตาเปล่าแบบง่ายๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณคงไม่อยากให้มีบนเพชรของคุณอย่างแน่นอน
 

Cut :

Cut นั้นหมายถึงคุณภาพในการเจียระไนเพชร ซึ่งจะมีระบุตั้งแต่ Excellent ไปจนถึง Poor ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ส่วนของการที่จะเป็นเพชร 3 Excellent

หากคุณมีเพชรกลมทรงมาตรฐานแบบที่มี 57 เหลี่ยม และเป็นใบเซอร์ที่ออกหลังปีค.ศ. 2006 ก็จะมี Cut Grade ระบุไว้อย่างชัดเจน

หลายคนอาจให้ความสำคัญกับ Color เป็นหลัก โดยเฉพาะเพชร D Color (น้ำ 100%) เพราะใครๆก็ชอบให้เพชรดูขาวไว้ก่อน บ่อยครั้งที่คุณคงจะได้เห็นเพชรขาว แต่กลับดูแล้วหมองๆ ไม่เล่นไฟ นั่นก็เป็นเพราะ Cut ยังไม่ดีพอนั่นเองค่ะ

สำหรับมืออาชีพส่วนใหญ่รวมไปถึงเรา จึงให้ความสำคัญกับ Cut มากที่สุดใน 4C’s of Diamonds ทั้งหมด เพราะจะส่งผลต่อประกาย และความเล่นไฟของเพชรโดยตรงค่ะ

เพราะฉะนั้น เพชรทุกเม็ดที่เราคัดเลือกให้ลูกค้าของเรา จะต้องเป็นเพชร 3 Excellent เพื่อให้ลูกค้าได้รับเพชรที่เล่นไฟได้ดีที่สุดค่ะ


 4. ข้อมูลเพิ่มเติม และหมายเหตุ

Polish และ Symmetry เป็นอีก 2 ใน 3 ปัจจัยสำคัญของเพชรที่จะเป็น 3 Excellent

Polish

Polish นั้นหมายถึงความเรียบของพื้นผิวเพชร หากเพชรมีพื้นผิวเรียบเนียนก็จะทำให้สามารถสะท้อนไฟได้อย่างชัดเจน และไม่ดูผิดเพี้ยนไป ถ้าให้เราเปรียบเทียบ ก็คงจะคล้ายกับการส่องไฟลงบนกระจกเรียบๆ ซึ่งจะสะท้อนแสงได้ดีกว่าการส่องไฟลงบนกระจกที่มีเม็ดทรายโปรยอยู่ค่ะ


Symmetry

Symmetry คือความสมมาตรของหน้าเพชรทั้งหมด ว่าดูแล้วมีความเท่าเทียมกันแค่ไหน เมื่อมองจากมุมต่างๆ เพชรที่มีความสมมาตรดีเวลาส่องไฟลงไปแล้ว แสงจะตกกระทบตามองศาได้อย่างถูกต้อง ทำให้ดูมีประกายไฟมากกว่าเพชรที่ไม่สมมาตร


Fluorescence


Fluorescence หมายถึง ปฏิกิริยาที่เพชรแสดงออกมา เมื่อได้รับการกระตุ้นจากแสง UV

โดยทั่วไป เพชรที่ติด Fluorescence จะดูแล้วออกเป็นสีฟ้าๆ เพราะฉะนั้นเพชรที่ไม่ติด Fluorescence จึงได้รับความนิยมมากกว่าเพชรที่ติด Fluorescence และนั่นหมายถึงมูลค่าที่มากกว่าด้วย

หากเป็นเพชรที่ไม่ติด Fluorescence ในใบเซอร์ GIA จะระบุว่า None (ไม่มี) ในขณะที่ใบเซอร์ HRD จะระบุว่า Nil (ปราศจาก) ซึ่งทั้งสองคำมีความหมายเหมือนกัน

สำหรับเพชรที่เราคัดเลือกให้ลูกค้า จะต้องเป็นเพชรที่ไม่มี Fluorescence เท่านั้น ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงที่สุด ที่ร้านของเราใช้มาโดยตลอดค่ะ

อ่านเพิ่มเติม: เพชรมี Fluorescence คือ อะไร? ดีหรือไม่ดี? เปิดเผยความลับที่คุณจำเป็นต้องรู้!

Inscription


ส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่บอกว่าบนขอบเพชรของคุณมีการยิงเลเซอร์อะไรลงไปบ้าง ซึ่งโดยปกติแล้ว เพชรที่มีใบเซอร์จะยิงคำว่า GIA พร้อมตัวเลข 10 หลัก ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับ GIA Report Number เพื่อให้คุณตรวจสอบได้ในภายหลัง

เพชรบางเม็ดอาจมีระบุ Inscription เพิ่มเติมว่า H&A ซึ่งอาจทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิดว่าเพชรเม็ดนั้นเป็น Hearts and Arrows ทั้งที่จริงๆแล้วไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย เพราะนี่เป็นเพียงเทคนิคเล็กน้อย ที่ร้านเพชรบางแห่งเลือกใช้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เนื่องจาก GIA ไม่ได้มีอำนาจในการตรวจวิเคราะห์หรือมอบใบเซอร์ H&A

อ่านเพิ่มเติม: เพชร H&A คืออะไร? สิ่งที่คุณต้องรู้เรื่อง Hearts and Arrows

Comments
ส่วนนี้จะเป็นการระบุรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อขยายความในส่วนของ Clarity ว่าเพชรเม็ดนั้นมีตำหนิรูปร่างเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นส่วนที่เราไม่ได้ให้ความสำคัญสักเท่าไร

5. แผนภาพตำหนิ

เช่นเดียวกับลายนิ้วมือของคนเรา บนโลกนี้จะไม่มีเพชรแท้เม็ดไหน ที่จะเหมือนกันได้ 100% ซึ่งนี่ก็เป็นเสน่ห์ข้อหนึ่ง ที่ทำให้ใครหลายคนรักในการสะสมเพชรแท้

Proportions

ในส่วนนี้ จะมีข้อมูลที่ระบุถึงสัดส่วนต่างๆของเพชรไว้เป็นเปอร์เซ็นต์ โดยข้อมูลหลักๆจะมี Table % (หน้ากว้าง), Depth % (ความลึก), Angles (องศาต่างๆ) และ Girdle Thickness (ความหนาของขอบเพชร)

สิ่งสำคัญที่คุณควรสังเกต คือ Table % เพราะหมายถึงหน้ากว้างของเพชร จากประสบการณ์ส่วนตัว Table % ที่เราแนะนำและใช้เป็นหลัก ในการคัดเลือกเพชรให้ลูกค้าทุกท่าน จะอยู่ระหว่าง 57% – 60% เพราะเป็นสัดส่วนที่ทำให้เพชรดูสมส่วนและเล่นไฟได้ดีที่สุด ถ้าหากน้อยกว่านี้จะทำให้หน้าเพชรดูเล็กเกินไปไม่ค่อยรับแสง แต่ถ้าหากใหญ่กว่านี้จะทำให้ หน้าเพชรกว้างเกินไปจนเสียสมดุล

นอกจากนี้เราจะตรวจสอบในส่วนของ Cutlet (ก้นเพชร) ว่าต้องเป็น None (ไม่มี) ก่อนนำเสนอเพชรให้ลูกค้าเสมอ เพราะการมีก้นเพชรหนาจะทำให้แสงไฟที่สอดส่องเข้าไปในเพชรลอดออกมา ส่งผลให้เล่นไฟได้ไม่ดีเท่าที่ควรค่ะ

Clarity Characteristics

ในใบเซอร์ใหญ่ จึงมีการระบุตำแหน่งของตำหนิไว้บน Clarity Plot Diagram เพื่อให้คุณสามารถดูลักษณะพิเศษของเพชรเม็ดนั้นได้อย่างสะดวก

Blemishes (ตำหนิภายนอก) จะระบุไว้ด้วยหมึกสีเขียว ในขณะที่ Inclusions (ตำหนิภายใน) จะระบุไว้ด้วยหมึกสีแดง

Good VVS/VS: สิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม โดยทั่วไป เพชรที่ไม่ใช่ IF (ไร้ตำหนิ) จะต้องมีตำหนิทุกเม็ด ซึ่งความมากน้อยของตำหนิก็จะขึ้นอยู่กับ Clarity เช่น เพชร VVS ก็จะมีตำหนิให้เห็นน้อยกว่า VS และ SI ตามลำดับ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเพชร VVS หรือ VS ทุกเม็ดจะมีตำหนิอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน เพราะบ่อยครั้งที่คุณจะได้พบกับเพชร VVS หรือ VS แต่มีตำหนิขึ้นอยู่ที่หน้าเพชร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์

เพชรที่ดีไม่ควรจะมีตำหนิขึ้นหน้า แต่ควรจะหลบอยู่มุมอื่นแทน เมื่อนำเพชรไปใส่ตัวเรือนก็จะสามารถบดบังตำหนิได้อย่างมิดชิด โดยในวงการจะเรียกเพชรเหล่านี้ว่า Good VVS หรือ Good VS

ส่วนตัวแล้ว เพชรทุกเม็ดจะต้องผ่านตาเรา ก่อนที่จะส่งมอบให้ลูกค้า โดยเราจะคัดเลือกให้เฉพาะเพชรที่เป็น Good VVS และ Good VS ซึ่งถึงแม้ว่าในเพชร 100 เม็ดจะมีเพียง 1 ถึง 2 เม็ดที่มีคุณสมบัติดังนี้ เราก็ตั้งใจและยินดีทำให้ เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับเพชรเม็ดที่งดงามที่สุด

6. เครื่องหมายกันปลอมแปลง

ส่วนสุดท้าย ที่คุณควรจะมองหาคือเครื่องหมายตาประทับของสถาบัน (Security Marks) เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นใบเซอร์ของแท้จริงๆ สำหรับสถาบัน GIA จะปั๊มด้วยเครื่องหมายเคทอง แบบที่ดูแล้วมีเอกลักษณ์ลอกเลียนแบบยาก ซึ่งเมื่อคุณได้เห็นของจริงแล้ว จะทราบได้อย่างง่ายดายว่าเป็นของแท้

สรุป: ใบเซอร์เพชร คือเครื่องการันตีที่จะทำให้คุณสามารถซื้อเพชรได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ทีนี้คุณก็คงจะได้ทราบแล้ว ว่าข้อดีของการซื้อเพชรที่มีใบเซอร์เป็นอย่างไร รวมไปถึงความแตกต่างของประเภทของใบเซอร์ทั้งแบบใหญ่และเล็ก อีกทั้งยังได้เรียนรู้ถึงขั้นตอนในการอ่านวิเคราะห์ใบเซอร์แต่ละส่วนอย่างละเอียด

เพราะฉะนั้น เมื่อคุณมีโอกาสซื้อเพชรในครั้งต่อไป ถ้าจะให้มองหาแค่เพชร D Color หรือ 3 Excellent ก็คงจะไม่เพียงพอหากคุณต้องการเพชรที่สวยอย่างแท้จริง

เพราะความจริงแล้ว ยังมีปัจจัยอีกมากมาย ที่จะส่งผลโดยตรงต่อมูลค่า และความงามของเพชรที่คุณกำลังตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Fluorescence, Good VVS/VS, Table, Depth, Cutlet, Girdle ฯลฯ ซึ่งคงจะเป็นรายละเอียดยิบย่อย ที่ผู้ขายท่านอื่นอาจไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร แต่สำหรับเพชรทุกเม็ดที่คุณจะได้รับจากเรา นี่คือที่สุดแห่งมาตรฐานของวงการเพชร (First-Class Standard) ที่เราตั้งใจมอบให้คุณอย่างจริงใจเสมอค่ะ

tatianagems,giadiamond,giadiamond,gia,giadiamond,giadiamond,giadiamondring,giadiamondring,gia

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Above Diamond 

Powered by MakeWebEasy.com